เราไม่อาจหลีกหนีความทุกข์ได้

แต่เรามีวิธีจะดับทุกข์ด้วยตัวเอง เพียงแต่มีสติอยู่เสมอเท่านั้น ถ้าเราไม่เผลอก็จะมีสติอยู่กับตัวเอง จะสามารถพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลและเข้าใจปัญหาก็จะสามารถหาวิธีแก้ไขทำใจเผชิญกับมันได้ การมีสติจะทำให้เรากายใจสงบ รู้จักควบคุมความหวั่นไหวในอารมณ์ทั้งปวงการฝึกสติในชีวิตประจำทำได้ทุกเรื่องทุกเวลา เช่น เวลาเราออกจากบ้านเราต้องมีสติระลึกรู้ว่า เรา ปิดน้ำ ปิดไฟ ปิดแก๊ส  ปิดประตู หรือยัง มิฉะนั้นเมื่อเราไปถึงที่ทำงานแล้วจะกังวลไม่แน่ใจว่าปิดหรือยัง ทำให้ไม่สบายใจต้องกลับไปดูใหม่ เมื่อมีสติทุกสิ่งก็จะกระจ่างชัดเจน ทำให้มีสมาธิไปในตัวด้วย ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ ท่านก็จะสามารถมองเห็นวิธีการสร้างสรรค์จัดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ลุล่วงไปด้วยดี


การฝึกสติ ควรเริ่มจากการ ยืน เดิน นั่ง นอน
โดยระลึกรู้ตัวทั่วถึงอยู่ตลอดเวลา จะสามารถควบคุมกายได้ ใจก็จะไม่วอกแวกคิดไปเรื่องอื่นถ้าฝึกบ่อย ๆ เป็นปกติก็จะเป็นความเคยชิน จะไม่เผลอ ไม่ประมาท จะรอบคอบ แยบคาย เรื่องยุ่งเหยิงก็จะหมดไป


ความทุกข์คือปัญหาชีวิต
หากจะหนีปัญหาด้วยการตายจากไป ปัญหาก็ยังไม่หมด จึงไม่มีประโยชน์อะไร นับว่าผิดพลาดที่สุด เราควรใช้สติตรึกตรองพิจารณาดูเถิดว่า ทุกปัญหามีทางแก้ไขได้เสมอ มันอยู่ที่ว่าเราจะแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าแก้ได้เท่าใดเราก็จงพอใจยอมรับความจริงว่ามันได้แค่นี้แล้วจงหยุดพอจบ ไม่ต้องไปคิดถึงมันอีก


ที่คนเรามักตีโพยตีพายว่าหมดหนทางแล้ว ก็เพราะเราขาดสติปัญญาจึงยังคิดหาทางออกไม่ได้
การฆ่าตัวตายคือ การกระทำของคนอ่อนแอ เพราะเราขลาดกลัวเกินไปที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่กล้าหาญพอที่จะปรึกษากับผู้ที่เคารพนับถือ ที่จริงเราควรจะเล่าเรื่องหารือกับผู้ที่ไว้ใจได้ ก็จะมีทางออกที่ดี

ที่มา สังคมธรรมะออนไลน์

 



ชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง มีงานการที่มั่นคง มีความก้าวหน้าในอนาคต มีคนรักใคร่รอบข้าง เรียกว่าใครเห็นใครรู้เป็นต้องอิจฉา

วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้ยิ่งสุดยอด สมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต ซื้อรถสปอร์ตคนงามเป็นของขวัญให้กับน้องชาย

ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะยินดีปรีดาแค่ไหน เพราะรถสปอร์ตสุดหรูคันนี้

ชายหนุ่มนายนี้ฝันอยากได้ เป็นเจ้าของมาตลอดชีวิต เมื่อความฝันเป็นจริง สิ่งที่ชายหนุ่มคิดทำอย่างแรกคือ ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวน ไปตามที่ต่างๆให้สมอยาก ใจหนึ่งต้องการทดสอบแรงม้าที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเครื่อง
ว่าจะมีเรี่ยวแรงเต็มกำลังแค่ไหน อีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยแรงขนาดนี้ คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดูตามลำพัง ที่โรงรถในบ้าน ขับโฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก ก็ถึงเวลาพักทั้งเครื่องและคน ชายหนุ่มจัดแจงจอดรถข้างถนน ระหว่างกำลังพักผ่อนอิริยาบถ เขาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆรอบรถคันงาม
ด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบรถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน

เขาเดินยืดอกมาที่รถ พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ดั่งขุนศึกผู้ชนะสงคราม
"ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย" เขาบอก
เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง ก่อนจะพูดตอบ
"รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ"
"แน่นอน" เขาตอบ
"พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่" เด็กคนเดิมถาม
"คนอื่นอาจต้องควักสตางค์ซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้อง
เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้เป็นของขวัญ"
"โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก...." เด็กคนเดิมพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย

ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ
เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น คงต้องการบอกว่าอิจฉาตัวเขาเอง อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง

...มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ...
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด
"โอ้โห ดีจัง ผมอยาก....เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง" เด็กคนนั้นพูด
"ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง" ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง
ในสังคมทุกวันนี้ ที่ใครๆตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือบางคนไม่ยอมรอ ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง

แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทางใครๆ
...เขาอยากเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ...

.... ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า
"อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม"
"ครับ อยากมากเลย"
หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว
"คุณจะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไร
เขาคงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถคันโตกลับบ้าน แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว
"คุณจอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ" เขาวิ่งขึ้นบันได
จากนั้นสักครู่จึงกลับมาแต่เขาไม่ได้วิ่ง เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆที่ขาพิการมาด้วย
และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ
"นั่นไง บัดดี้ รถคันที่พี่เล่าให้ฟัง พี่ชายของเขาซื้อให้เป็นของขวัญ เขาไม่ต้องเสียตังค์เลย สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตาของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง"

ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ
พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง
ชายหนุ่มรู้แล้วว่า "ความสุขยิ่งกว่าการให้" หมายถึงอะไร

ที่มา fwmail




รสอะไร       ไม่ประเสริฐ  หรือสุทธิ-ศานติ์
ยิ่งไปกว่า        รสของการ        “ไม่ต้องได้
 ไม่ต้องเป็น         ไม่ต้องอยู่           ไม่ต้องตาย
ไม่ระหาย           ไม่สงสัย            ไม่กังวล”
 “ไม่หวั่นไหว          ไม่ถือ               ร้ายหรือดี
ไม่ถวิล             หวังที่               มันสับสน
เช่นจวนได้       หรือจะได้           แต่กลายวน
เป็นไม่แน่             ว่าตน                จะได้มัน”
รสความว่าง       อิ่มโอชะ             ตลอดกาล
เป็นสัมปราย-           โวหาร        พระอรหันต์
ดูให้ดี                 บางนาที            ท่านมีมัน
 แต่ว่าท่าน             ดูไม่ดี               ไม่มีเอยฯ

                                                                                                          -พุทธทาสภิกขุ-



บัณฑิตไม่พึงมีวาจาเปรียบ (เปรียบเปรย, ดูหมิ่น, ดูแคลน)
 
แม้กะลาที่คว่ำแล้ว ก็ยังมีน้ำติดก้นกะลา คนทุกคนมันก็ยังมีดีบางอย่างในตัวของมัน อย่างนักโทษ เขาไปทำผิด ติดตะราง แต่ร่างกายก็ยังแข็งแรง มีเรี่ยวมีแรงทำงานได้ตั้งมากมาย ให้เขาทำเฟอร์นิเจอร์ขายเป็น ๑๐๐ล้าน ก็ยังได้

บัณฑิตไม่พึงทำตัวเป็นลิ่ม (ดุด่า, ทิ่มแทง, ว่าใครแรงๆจนขาดไมตรีหรือโกรธกัน)

 
ลิ่มที่ผ่าไม้ จนไม้ขาดแล้ว เอาคืนได้รึ มันคืนเป็นได้ดังเดิมไม่ได้

บัณฑิตไม่พึงเอาก้านบัวไปยอนหู (ฟังเรื่องร้อนใจ, ใส่ใจในเรื่องไม่เป็นเรื่อง)

 
ก้านบัวมันมีหนามนะ ยอนหูด้วยขนไก่ยังสะดุ้ง นี่เอาหนามไปยอนหู จะไหวรึ?

บัณฑิตไม่พึงทำน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง
  พูดจาไม่มีประโยชน์ บัณฑิตเขาไม่พูดกัน
ขอบคุณที่มา

สังคมธรรมะออนไลน์



เราทุกคนล้วนมีอดีตที่เคยผ่านมา บางเรื่องน่าจดจำ...แต่บางเรื่องก็ไม่ แน่นอนว่าสำหรับอดีตที่ไม่น่าจดจำ เราไม่สามารถลืมมันได้โดยง่ายซะทีเดียวหรอก เพราะอิทธิพลของเรื่องราวในอดีตที่เลวร้ายนั้น มันฝังแน่นในหัวใจมากเสียจน "ไม่อาจลืม"
- บางคนมีอดีตเรื่องความรัก
- บางคนมีอดีตเรื่องครอบครัว
- บางคนมีอดีตเรื่องการใช้ชีวิตที่เกิดผลเสียกับตัวเอง ฯลฯ

แน่นอนว่าวันเวลา สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่มันก็เท่านั้นแหละ มันไม่สำคัญมากไปกว่าหัวใจของเรา ที่สามารถทำใจและยอมรับกับสิ่งที่ผ่านมาได้จริง ๆ หรอก

คนบางคน นึกถึงแต่เรื่องราวในอดีต ฝังใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ จนไม่เป็นอันใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ก้าวหน้าไปไหนได้ แล้วเวลาก็เดินไปอย่างไม่รีรอเสียด้วย มารู้สึกตัวอีกที เวลาของเราอาจเหลือไม่มากพอ ที่จะทำเรื่องดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองอีกต่อไปแล้ว

คนเราต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ลืมอดีตและเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่น่าจดจำออกไป และทำสิ่งที่อยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะการทำชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุดนั้น มันจะก่อให้เกิดความทรงจำดี ๆ ของเราในอนาคต ที่เราจะรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้นึกถึงมัน
- อดีต...ก็คือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว
- ปัจจุบัน...คือสิ่งที่ยังอยู่กับเรา

ลองนึกดูดี ๆ เถอะนะ...ว่าเราอยากจะอยู่กับสิ่งไหนมากกว่ากัน


ที่มาคลิ๊ก


เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่  เป็นครู  เป็นพ่อแม่

มีลูกน้อง มีลูกศิษย์ มีลูก

สมมติว่าเราเป็นพ่อแม่มีลูก

เมื่อลูกทำผิดจริง ๆ แล้วเราโกรธ ใจร้อน อย่าเพิ่งสอนลูก

สอนใจตัวเองให้ระงับอารมณ์ร้อน ให้ใจเย็น ใจดี

มีเมตตาก่อน จนรู้สึกมั่นใจว่าใจเราพร้อมแล้ว

และดูว่าลูกพร้อมที่จะรับฟังไหม ถ้าเราพร้อม

แต่ลูกยังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องพูด เพราะไม่เกิดประโยชน์

เราพร้อมที่จะสอน เขาพร้อมที่จะฟัง

จึงจะเกิดประโยชน์เป็นการสอน

ถ้าเราสังเกตุดู บางครั้งใจเรารู้สึกเหมือนอยากจะสอน

แต่ความเป็ฯจริงแล้วเราเพียงอยากระบายอารมณ์ของเรา

สิ่งที่เราพูดแม้เป็นเรื่องจริง แต่ก็แฝงด้วยความโกรธ

เพราะยังเป็นความใจร้อน มีตัณหา

ถ้าใจเราโกรธ พูดเหมือนกัน พูดคำเดียวกัน นั่นคือโกรธ

ถ้าใจเราดี ใจเขาดี คำพูดของเราเป็นประโยชน์ นั่นคือ

สอน

เมื่อเราอยู่ในสังคม สิ่งที่ต้องระวังคือ หากเห็นใครทำผิด

อย่ายึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกและความคิดของตน

อย่ายินดี อย่ายินร้าย ใจเย็น ๆ  ไว้ก่อน

พยายามอบรมใจตนเองว่า

ธรรมชาติของคนเรา มักจะมองข้ามความผิดของตนเอง

ชอบจับผิดแต่คนอื่น


มองเห็นความผิดของคนอื่นเหมือนภูเขา

เห็นความผิดตนเท่ารูเข็ม

ตดคนอื่นเหม็นเหลือทน

ตดตนเองเหม็นไม่เป็นไร

ปากคนอื่นเหม็นเหลือทน

ปากของตนเหม็นไม่รู้สึกอะไร
:
:

เรามักทุ่มใจ ไปอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง

อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดี ยินร้าย

พยายามรักษาใจเย็น  ใจดี ใจกลาง ๆ

ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าเขา

แต่ความรู้สึกของเรามักจะมากกว่าเขา

และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลยน่ากลัวจริง ๆ

สังเกตุดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโหว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก

ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม....ก็อาจจะไม่

เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ

อย่าเชื่อความรู้สึกให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลาง ๆ

ไว้
:
:

อย่าเชื่อความรู้สึก

อย่าเชื่ออารมณ์

อย่ายินดียินร้าย
:
:

ธรรมะของพระอาจารย์มิตซูโอะ  เควสโก

วัดสุนันทวนาราม

บ้านท่าเตียน ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัด

กาญจนบุรี

จากหนังสือเหตุสมควรโกรธ....ไม่มีในโลก



เราตั้งจิตอธิฐานอย่างไร
พลังบุญซึ่งเป็นกระแสบุญธาตุอันบริสุทธิ์
ก็จะส่งเอาไปใช้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ตามความปรารถนาของเรา 

ถ้าเราตั้งความปรารถนาใหญ่
กำลังบุญก็จะต้องพอเหมาะพอสมกัน
เช่น ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กำลังบุญก็ต้องเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศ

จึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้


เพราะฉะนั้น พระบรมโพธิสัตว์จึงไม่ได้ทำบุญครั้งเดียว
อธิษฐานครั้งเดียว แต่ทำนับครั้งไม่ถ้วน นับชาติไม่ถ้วน
ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสิ่งที่เราปรารถนานั้นมันเล็ก ปานกลาง
หรือยิ่งใหญ่ขนาดไหนที่จะพอเหมาะพอดีกัน

เหมือนเรามีเงินนิดหน่อย แต่อยากจะซื้อบ้านหลังใหญ่
หรือรถเก๋งหรู ๆ มันก็ยังซื้อไม่ได้
เพราะฉะนั้นของที่เราอยากได้ต้องพอเหมาะกับเงินที่เรามี

บุญก็เช่นเดียวกันจะต้องพอเหมาะ
กับสิ่งที่เราได้ตั้งความปรารถนาเอาไว้
เมื่อบุญยังมีไม่พอ ก็ต้องค่อย ๆ สั่งสมกันไป