เราตั้งจิตอธิฐานอย่างไร
พลังบุญซึ่งเป็นกระแสบุญธาตุอันบริสุทธิ์
ก็จะส่งเอาไปใช้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ตามความปรารถนาของเรา 

ถ้าเราตั้งความปรารถนาใหญ่
กำลังบุญก็จะต้องพอเหมาะพอสมกัน
เช่น ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กำลังบุญก็ต้องเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศ

จึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้


เพราะฉะนั้น พระบรมโพธิสัตว์จึงไม่ได้ทำบุญครั้งเดียว
อธิษฐานครั้งเดียว แต่ทำนับครั้งไม่ถ้วน นับชาติไม่ถ้วน
ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสิ่งที่เราปรารถนานั้นมันเล็ก ปานกลาง
หรือยิ่งใหญ่ขนาดไหนที่จะพอเหมาะพอดีกัน

เหมือนเรามีเงินนิดหน่อย แต่อยากจะซื้อบ้านหลังใหญ่
หรือรถเก๋งหรู ๆ มันก็ยังซื้อไม่ได้
เพราะฉะนั้นของที่เราอยากได้ต้องพอเหมาะกับเงินที่เรามี

บุญก็เช่นเดียวกันจะต้องพอเหมาะ
กับสิ่งที่เราได้ตั้งความปรารถนาเอาไว้
เมื่อบุญยังมีไม่พอ ก็ต้องค่อย ๆ สั่งสมกันไป


รุ้ง หรือ รุ้งกินน้ำ คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลังจากฝนตก โดยเกิดขึ้นจากแสงแดดส่องผ่านละอองน้ำในอากาศ ทำให้แสงสีต่าง ๆ เกิดการหักเหขึ้น จึงเห็นเป็นแถบสีต่าง ๆ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า แต่หลาคนอาจไม่เคยทราบว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตแบะความเชื่อของคนอีกหลายๆเชื้อชาติ เช่น

      คนจีน - มีความเชื่อว่ารุ้งกินน้ำเกิดขึ้นทางตะวันออกไม่มีใครกล้าชี้ เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดโชคร้าย และมักจะทำให้เป็นแผลที่มือที่ชี้นั้น ชาวจีนยัง เชื่ออีกว่า ถ้าเมื่อใดเกิดมีรุ้งกินน้ำ เมื่อนั้นฝนจะหยุดตก จนมีคำกล่าวที่ว่า “เหมือนมองหาเมฆเพื่อให้ได้ฝน แต่พอเห็นเมฆมาแล้วก็ไม่สบายใจกลัวรุ้งกินน้ำจะตามมาด้วย แล้วฝนก็จะเหือดหายไปเสีย”

      ลัทธิบอน (Bon) ของทิเบต - มีความเชื่อว่าชาวทิเบตคนแรกลงมาจากท้องฟ้าสู่ขุนเขาสูงด้วยบันไดวิเศษของรุ้งกินน้ำ ครั้นเมื่อได้รับอิทธิพลของพุทธศาสนา ชาวทิเบตก็ยังเชื่อว่า เมื่อผู้บรรลุมรรคผลได้สิ้นชีวิตลง สังขารก็จะสลายกลายเป็นแสงงดงามของรุ้งกินน้ำ “ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”

      ชาวกัมพูชา หรือเขมร - เรียกรุ้งกินน้ำในความหมายว่า ธนูพระอินทร์ เพราะมีรัศมีโค้งข้ามฟ้าเหมือนคันธนูที่โก่งจนเต็มที่ 


      ไทยและไทใหญ่ -
เชื่อตรงกันว่า ถ้าเอามือชี้รุ้งกินน้ำแล้วนิ้วจะด้วน ต้องแก้เคล็ดด้วยการเอามือเช็ดก้น

      ชาวมอญ - เชื่อว่าถ้าชี้รุ้งกินน้ำแล้วจะโชคร้าย แต่ไม่ได้ระบุว่าจะโชคร้ายอย่างไร

      นอกจากนั้นสีของรุ้งยังมีความสำคัญในเรื่องเล่าเช่นกัน บางคนเชื่อว่าถ้าสีใดในรุ้งโดดเด่น หรือสังเกตเห็นเด่นชัด จะมีความหมายต่างๆ เช่น แสงสีแดงหมายถึงสงคราม สีเขียวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ และสีเหลืองหมายถึงความตาย

      สรุปเนื้อหาจาก : วารสารสื่อพลัง : ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 คอลัมน์ คอลัมน์ Universe and the Unthinkable



บัว เป็นพืชน้ำที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลมีตำนานกล่าวว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้ปรุงยาจากดอกบัว ถวายแด่ องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า แก้อาการอ่อนเพลีย ถือว่าดอกบัวเป็น ดอกไม้ประจำศาสนาพุทธ ตามพุทธประวัติพบว่า บัวมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้ว
        แต่เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัวสี่เหล่า 

 คนไทยส่วนใหญ่มักจะใช้ดอกบัว ในการบูชาพระอยู่เสมอ แต่บัวที่เรานิยมปลูกไว้ภายในบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล คือ บัวหลวง บัวผัน บัวฝรั่ง บัวสาย และบัวกระด้ง

      ความเชื่อในทางพุทธศาสนา ตั้งแต่สมัยโบราณว่า ดอกบัวก็เหมือนกับคนเรานี้เอง ดอกบัวที่ชูดอกพ้นจากผิวน้ำขึ้นมารับแสงสว่างได้นั้น ก็เหมือนกับ ผู้ที่หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ซึ่งถือเป็นความหมายอันลึกซึ้ง และเป็นมงคลยิ่งนัก

      คนโบราณจึงมีความเชื่อว่า ครอบครัวใดที่ปลูกบัวเอาไว้ประจำบ้าน ก็จะช่วยให้คนครอบครัวนั้น มีจิตใจที่บริสุทธิ์ สะอาด และเบิกบานแจ่มใส เช่นเดียวกับดอกบัว และยังเชื่ออีกว่า สายใยของบัวที่ยืดยาวนั้น คือสายสัมพันธ์ของครอบครัว จะทำให้ทุกคนมีความห่วงใยรักใคร่ และผูกพันต่อกันอย่างแนบแน่น ครอบครัวนั้น ก็จะมีแต่ความสุข เพราะความรักใคร่ปรองดองของคนในครอบครัวทุกคน 


 ควรปลูกต้นบัวในวันพุธ เพราะวันพุธนั้น เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ที่ให้ดอกสวยงาม ต้นบัวที่ปลูกในวันพุธ จะทำให้บัวผลิดอกบานสะพรั่งงดงามไปทั่วทั้งสระ

      ผู้ที่เหมาะที่จะปลูกบัวมากที่สุด คือ ผู้ที่เกิดปีจอ เพราะต้นบัวนั้น เป็นต้นไม้ประจำปีของคนเกิดปีจอ หากผู้ที่เกิดปีจอเป็นผู้ปลูก และมีผู้ที่เกิดปีเดียวกันอาศัยอยู่ภายในบ้าน ก็จะช่วยเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้มากยิ่งขึ้นไปอีก (ถ้าไม่มีผู้ที่เกิดปีจอ ก็ควรให้หัวหน้าครอบครัวเป็นผู้ปลูกก็ได้


พุทธวิธีแก้จน



ความฝืดเคืองในภพชาติต่อไปจะหมดสิ้นไป
ด้วยมหาทานบารมีที่เราสั่งสมกันอย่างสม่ำเสมอ


แต่ถ้าหากใครทำไม่สม่ำเสมอ
สมบัติก็จะมาเป็นช่วง ๆ เป็นตอน ๆ

เราประกอบเหตุอย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น

เพราะในชีวิตของสังสารวัฏมีแต่เรื่องเหตุกับผล
ประกอบเหตุอย่างนี้ ผลก็ต้องเป็นอย่างนั้น
ที่มีผลอย่างนี้เพราะประกอบเหตุจากสิ่งโน้น

มีแต่เรื่องเหตุเรื่องผลทั้งนั้น
ไม่ใช่เรื่องงมงายเลย


ที่มา ธรรมะไทย

ตำนานดอกกุหลาบ

มีหลายตำนานเล่าถึงการเกิดกุหลาบสีขาวและกุหลาบสีแดงไว้แตกต่างกัน ตำนานหนึ่งเล่าว่า กุหลาบขาว เกิดขึ้นก่อน กุหลาบแดง เดิมทีมีนกไนติงเกลตัวหนึ่งมาหลงรักเจ้าดอกกุหลาบขาวแสนสวย ขณะที่มันกำลังจะโอบกอดดอกกุหลาบด้วยความรักนั้นเอง หนามกุหลาบก็ทิ่มแทงที่หน้าอกของมัน หยดเลือดของเจ้านกไนติงเกลเลยทำให้ดอกกุหลาบสีขาวกลายเป็นสีแดง เลยมีดอกกุหลาบสีแดงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

      ส่วนอีกตำนานหนึ่งก็เล่าว่ากุหลาบสีแดงใน สวนอีเดน เกิดจาการจุมพิตของ อีฟ เจ้าดอกกุหลาบขาวที่หญิงสาวจุมพิต เลยเกิดอาการขวยเขินจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง นอกจากนี้ ความหมายของความรักในศาสนาคริสต์ ถือว่ากุหลาบสีขาวแทนความบริสุทธิ์ของ พระแม่มาเรีย และกุหลาบสีแดงเกิดจากหยาดพระโลหิตของ พระเยซูเจ้า เมื่อถูกสวมมงกุฎหนาม มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกาศศาสนาที่พลีชีพเพื่อพระผู้เป็นเจ้า






‘บาดแผลทางกายรักษาไม่นานก็หาย...แต่บาดแผลทางใจรักษานานแค่ไหนก็ยากยิ่ง’

เมื่อครั้งที่นางฟ้าอยู่บนสวรรค์....
ท่านเคยรู้จักกับนางฟ้าองค์หนึ่ง ผู้มีรูปโฉมอัปลักษณ์แตกต่างไปจากองค์อื่น ๆ เมื่อครั้งแรกที่นางฟ้าองค์นี้อุบัติขึ้นบนสวรรค์ เทพเทวดานางฟ้าทุกท่านต่างพากันรังเกียจ และพากันหวาดกลัวนางฟ้าองค์นี้ยิ่งนัก
นางฟ้าอัปลักษณ์องค์นี้มีเรือนกายสีดำ ผิวพรรณทราม หน้าตาคล้ายกับยักษ์ หากแต่รัศมีเรือนกายของนางฟ้าองค์ดังกล่าว สว่างไสวเสียจนทุกองค์ต่างพากันประหลาดใจยิ่ง...
จนกระทั่งวันหนึ่ง...

นางฟ้าอีกองค์รวบรวมความกล้า เข้าไปถามนางว่า

‘ท่านนางฟ้า เหตุใดกันเล่าท่านถึงได้มีโฉมที่แตกต่างจากนางฟ้าองค์อื่น ๆ
เพราะเหตุใดกัน...ท่านถึงได้มีรัศมีกายสว่างไสวเยี่ยงนี้’

นางฟ้าอัปลักษณ์จึงตอบกลับไปว่า

‘เนื่องจากตอนที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่....มีรูปโฉมงดงาม เป็นหญิงสาวที่สวยงามยิ่งนัก แต่ทว่า...ความงามของข้าพเจ้า ได้นำมาซึ่งความทุกข์ระทม’
นางฟ้าอัปลักษณ์ ได้เล่าถึงความเป็นมาของตนว่า
ครั้งหนึ่ง...นางมีชายคนรัก หากแต่ชายคนรักของนางเป็นชายที่มีฐานะยากจน ทำให้บิดาของนางไม่ยอมรับเป็นเขย

นางเสียอกเสียใจอยู่นาน จนกระทั่งวันหนึ่ง...ชายใจทรามที่หลงใหลในรูปโฉมของนาง

ได้กระทำการอนาจารผิดจารีตประเพณี ทำให้นางถูกดูถูกเหยียดหยามจากผู้คนทั้งหลายที่ล่วงรู้เรื่องดังกล่าว ผู้เป็นบิดาทนรับความอับอายไม่ไหว จึงตัดสินใจยกนางให้เป็นภรรยาแก่ชายใจทรามผู้นั้นไป...

แต่ด้วยความที่เป็นหญิงที่มีรูปโฉมงาม ต้องตาต้องใจบุรุษอีกมากมายหลายคน ทำให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงประหัตประหารฆ่ากันตาย จนท้ายที่สุด...นางต้องกลายเป็นหญิงม่าย ถูกผู้คนประณามเหยียดหยาม
ด้วยความทุกข์ระทมนางจึงตัดสินใจออกบวช ละทางโลกหันหน้าเข้าหาทางธรรม แต่เนื่องจากความที่เป็นคนรูปโฉมงดงาม ถึงแม้นออกบวชแล้ว ก็ยังเกิดอุปสรรคต่อการบวช

เพราะอะไรน่ะหรือ...

ก็เพราะรูปโฉมที่งดงาม ก่อให้เกิดกิเลสทางใจแก่ผู้ที่มองเห็นนั่นเอง
หญิงสาวโฉมงามผู้อาภัพทนทุกข์ระทมอยู่นาน กระทั่งถึงยามที่นางจวนจะสิ้นลม จึงตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ว่า

‘เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีใบหน้าอัปลักษณ์ จะได้ไม่มีผู้มารักมาหลงเหมือนเช่นในชาตินี้’

...ด้วยอานิสงส์ผลบุญที่นางทำเมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ประกอบกับแรงอธิษฐานก่อนสิ้นลมหายใจ...ทำให้นางเกิดเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์วิมาน รัศมีกายเรืองรองสว่างไสวด้วยอานิสงส์คุณความดี
แต่ด้วย ‘แรงอธิษฐาน’ จึงทำให้นางมีใบหน้าอัปลักษณ์
นางฟ้าองค์นี้ได้เลือกแล้ว ว่าความอัปลักษณ์ช่วยให้นางไม่ต้องทุกข์ระทมเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา เพราะอย่างน้อยความอัปลักษณ์...ก็ช่วยให้ทุกข์น้อยกว่าความงาม

เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง...เพราะความระทมทุกข์ภายในใจ ทำให้บัดนี้ นางยึดติดอยู่ในความทุกข์จนไม่อาจหลุดพ้นได้

ผู้ที่เล่าเรื่องนี้ คือนางฟ้าที่เคยกล่าวถึงในตอนต้น
ที่บังเกิดความรู้สึกเวทนาสงสารแทนนางฟ้าอัปลักษณ์ ผู้เก็บตัวอยู่ในวิมานไม่ยอมออกมานอกวิมานของตน จึงขออนุญาตนำเรื่องราวของนางฟ้าผู้นี้ มาบอกต่อแก่มนุษย์ทั้งหลาย ที่ยังหลงยึดติดอยู่กับรูปโฉมทั้งของตนเองและผู้อื่น โดยลืมนึกถึงความไม่เที่ยงของสังขาร ปล่อยให้ความหลงครอบงำสร้างความทุกข์เวทนาให้แก่ผู้อื่น

ด้วยหวังว่า...อานิสงส์ที่ได้จากการเผยแพร่เรื่องดังกล่าว
จะช่วยให้นางฟ้าอัปลักษณ์ คลายความทุกข์ได้บ้าง...

ที่มา..หนังสือเรื่องเล่าจากสวรรค์

หมดหวังท้อแท้ในชีวิต..คิดอย่างไรให้ใจสู้

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิต..
หลายคนคงผ่านบทเรียนแห่งชีวิตมานับไม่ถ้วน..
ทั้งบทเรียนแห่งความผิดหวัง..
บทเรียนแห่งความท้อแท้..แพ้ชีวิต..
บทเรียนแห่งความสำเร็จ..
ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนใด ๆ ก็ตาม..
เมื่อเราเกิดความผิดหวัง...ท้อแท้..ในชีวิต..
เราต้องพยายามปรับใจ..วางใจให้ถูก..
ด้วยวิธีการคิดที่จะปรับเปลี่ยน..ชีวิตของเรา..
ให้มีกำลังใจ..สู้ต่อไป..

๔ วิธีคิดที่จะสร้างพลังใจให้สู้ คือ..

วิธีที่ ๑ คิดแบบตรงกันข้ามกับความรู้สึกในขณะนั้น เช่น

>>>…ถ้าทุกข์ ก็คิดสร้างสุข
>>>…ถ้ายากก็คิดแบบง่าย...
>>>…ถ้าเกิดปัญหา ก็คิดแก้ปัญหา..
 
วิธีที่ ๒ คิดแบบสร้างกำลังใจ เช่น

>>>…ปลุกปลอบใจตนเอง...ทุกครั้งที่เกิดความท้อแท้..ผิดหวัง
>>>…บอกตนเองเสมอว่า..เราต้องทำได้..เราต้องทำได้อย่างแน่นอน..
>>>…เราต้องทำได้แน่นอนที่สุด..ไม่มีคำว่า..ทำไม่ได้..
>>>…ท่องไว้ในใจว่า..ไม่มี ไม่เป็น ไม่เหนื่อย...
>>>….ไม่ทุกข์ ไม่ท้อ ไม่หนี ไม่มีปัญหา...

วิธีที่ ๓ คิดแบบมีเป้าหมายในชีวิตที่แน่นอน มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว..

>>>…หากยังไม่ประสบความสำเร็จ..
>>>…ก็จะไม่เลิก ลด ละ ความเพียรพยายาม..
>>>…จงสู้ต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ..
>>>…แม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายของลมหายใจก็ตาม..

วิธีที่ ๔ คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก..

>>>…มองปัญหาออก..แก้ปัญหาเป็น..
>>>…คิดการใหญ่...ใช้คนเป็น..รู้เห็นตามความถูกต้อง..
>>>…มุ่งปรองดอง...รักษาน้ำใจ..สร้างมิตรภาพ..
>>>…อย่าลืมว่า.. “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ...
>>>…ต้องคิดดี..ทำดี..พูดดี..ทุกที่ทุกเวลา...

ดังนั้น..
ถ้าท้อแท้..หมดหวังในชีวิต..
จงพยายามคิดให้ใจสู้...
อย่าเชื่อว่า...เราทำไม่ได้..ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ..
อย่าท้อแท้..ตราบใดที่เรายังไม่ได้พยายาม..
อย่าสิ้นหวัง...ตราบใดที่เรายังมีกำลังใจ..
อย่าแพ้ชีวิต...ตราบใดที่ใจของเรายังมีหวัง..
จงอย่าทำลายความหวัง...เพียงเพราะ....
การดูหมิ่นตนเองว่า... “ทำไม่ได้”...


ที่มา คลิ๊ก